Author: Lucy Martin (page 1 of 2)

เรื่องย่อฟ้าฝากรัก

เพราะพี่สาวแท้ ๆ มีปัญหาด้านสุขภาพไม่สามารถมีลูกได้ ต้องรัก (ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง) สาวกำพร้าวัย 27 จึงยอมอาสาเป็นแม่อุ้มบุญอุ้มท้องชีวิตที่เกิดจากการปฏิสนธิกันระหว่างไข่ของ แพรฟ้า (พริมรตา เดชอุดม) พี่สาวของต้องรักกับสเปิร์มของ นที (สุริยนต์ อรุณวัฒนกูล) พี่เขย ทั้งที่ลมหายใจเข้าออกของต้องรักมีแต่เรื่องทำงานหาเงินเพื่อให้หนีให้พ้นจากความยากจน และคุณก็เกลียดเด็กยิ่งกว่าอะไร แต่ที่ต้องรักยอมโดยไม่หวังสิ่งใดทดแทน เพราะคุณรู้ดีว่า ลูกคือสิ่งที่พี่สาวกับพี่เขยต้องการมากที่สุดในชีวิต และต้องรักก็รู้ว่าเด็กคนนี้จะช่วยประสานรอยร้าวของนทีกับ คุณเกรียงไกร อัศวเกียรติกุล (ทนงศักดิ์ ศุภการ) นักธุรกิจชื่อดังผู้เป็นพ่อของเขาจากปัญหาสมุทราะกันร้ายแรงถึงขั้นตัดพ่อตัดลูก นทีจึงย้ายมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกาในฐานะชายหนุ่มนักดนตรีธรรมดา ไม่ติดต่อสื่อสารกับครอบครัวอีกเลยมาตลอด 5 ปี

ขั้นตอนการทำอุ้มบุญเกิดขึ้นในทันที เพราะ คิมหันต์ (พงศกร เมตตาริกานนท์) ชายหนุ่มหล่ออาชีพดีไซเนอร์ทอย คนที่เคยเป็นน้องชายต่างมารดากับนทีมา 20 ปี ก่อนที่ความจริงจะถูกเปิดเผยว่า แก้วตา (อริศรา วงษ์ชาลี) แม่ของคิมหันต์คบยก้ คิมหันต์ไม่ได้เป็นลูกที่แท้จริงของคุณเกรียงไกร ได้ส่งข่าวมาบอกว่าให้นทีรีบกลับมา เพราะคุณเกรียงไกรกำลังถูกบรรดาหุ้นส่วนใหญ่บีบให้ยกตำแหน่งใหญ่ให้กับ กฤตย์ (วิทยา วสุไกรไพศาล) น้องชายแท้ ๆ ของเกรียงไกร คิมหันต์ไม่ต้องการให้กฤตย์กับครอบครัวได้รับในสิ่งที่เขาปรารถนา เพราะครอบครัวของกฤตย์เป็นฆาตกรฆ่าแม่เขา

การอุ้มบุญสำเร็จไปด้วยดี ต้องรักอุ้มท้องลูกของนทีและแพรฟ้าได้ 1 เดือน นทีก็พาสองพี่น้องบินจากสหรัฐอเมริกากลับไปเมืองไทย แต่นทีไม่ได้บอกเรื่องลูกของเขาให้คนรู้มากนัก เพราะแพรฟ้าถือเคล็ดว่าอยากให้เด็กอายุครรภ์ 3 เดือนก่อน นทีบอกให้คุณเกรียงไกรรู้แค่นั้นคุณเกรียงไกรยอมปรับวามรู้ความเข้าใจกับนที และประกาศว่าจะยกตำแหน่งและมรดกของอัศวเกียรติกุลให้กับนที ทุกอย่างดูเหมือนกำลังจะราบรื่น แต่และจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น นทีกับแพรฟ้าถูกคนร้ายขับรถไล่ยิงจนรถตกเขาระเบิดตาย ชีวิตน้อย ๆ ในท้องของต้องรักเปลี่ยนเป็นกำพร้าพ่อแม่ และหลังจากนั้นไม่นานคุณเกรียงไกรก็เกิดภาวะช็อกหัวใจวายตายไปอีกคน ตำรวจสันนิษฐานว่า…แรงจูงใจของฆาตกรก็คือ ฆ่าผู้สืบสกุลโดยตรงของคุณเกรียงไกร ซึ่งยังเหลืออยู่อีกหนึ่งชีวิตก็คือ เด็กในท้องต้องรัก

ฟ้าฝากรัก
หลังงานศพของนที แพรฟ้า คุณเกรียงไกรผ่านพ้นไปก็ยังไม่มีการเปิดพินัยกรรม เพราะคุณเกรียงไกรได้กำชับกับทนายความส่วนตัวไว้ว่าห้ามเปิดพินัยกรรมจนกว่าจะจับตัวฆาตกรที่ฆ่านทีกับแพรฟ้ามาได้ สิ่งนี้สร้างความหงุดหงิดใจให้กับครอบครัวกฤตย์มาก เพราะพวกเขาคาดหวังว่าจะได้เป็นผู้สืบทอดมรดกของอัศวเกียรติที่ถูกต้องโดยชอบด้วยกฎหมาย

แต่ไม่มีใครรู้ว่า…ก่อนที่เกรียงไกรจะสิ้นใจตาย เขาได้ฝากฝังให้คิมหันต์ดูแลต้องรักให้ดี “คุณคือคนสำคัญของอัศวเกียรติกุล” คิมหันต์รู้ว่าที่เกรียงไกรพูดเช่นนั้น เพราะเขาจะให้ต้องรักเป็นผู้จัดการดูแลมรดกของหลานซึ่งอยู่ในท้องของต้องรัก ประกอบกับคิมหันต์ก็เคยสัญญาไว้กับนทีด้วยว่าจะช่วยดูแลต้องรักกับเด็กตลอดไป ดังนั้นคิมหันต์จึงคิดแผน “ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว” ด้วยการดูแลต้องรักตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับนทีและเกรียงไกร และเอาชนะใจต้องรัก…ทำให้ต้องรักหลงรักเขา…ยอมจดทะเบียนสมรสกับเขา เพื่อให้ที่ว่าเขาจะได้มีส่วนช่วยดูแลสมบัติของอัศวเกียรติกุลไม่ให้ไปตกอยู่ในมือของพวกคนที่ฆ่าแม่เขาด้วย

แผนพิชิตใจสาวท้องของคิมหันต์จึงเกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กับการที่เขาและต้องรักช่วยกันปกป้องชีวิตในท้องของต้องรักให้พ้นจากเงื้อมมือของฆาตกรที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ? เขาและคุณจะทำสำเร็จหรือเปล่า ? ความรักที่นทีกับแพรฟ้าได้ฝากไว้ จะมาช่วยเปลี่ยนแปลงความคิดและจิตใจของใครได้บ้าง ?

เรื่องย่อ May Queen ตอนที่ 9

โดฮยอนเรียกคีชอลมาพบแล้วสั่งให้เขาจัดการสวนลูกแพร์ โดยให้เหตุผลว่าคีชอลเป็นเพื่อให้นของฮักซู จึงน่าจะรู้จักกับบรรดาเจ้าของสวนเป็นอย่างดี (ฮักซูเป็นคนมอบที่ดินให้ราษฎรทำสวนลูกแพร์) คีชอลถามโดฮยอนว่าจะจัดการกับราษฎรที่เผ่านาตั้งรกรากทางด้านหลังสวนลูกแพร์ยังไง โดฮยอนตอบว่าเอาไว้ค่อยจัดการทีหลัง เพราะถึงยังไงประชาชนเหล่านั้นเผ่านาตั้งรกรากอย่างผิดกฏหมายอยู่แล้ว จึงจัดการได้ไม่ยาก คีชอลออกความมองว่าโดฮยอนน่าจะมอบเงินชดเชยนิดหน่อยๆ ให้ราษฎรเหล่านั้น บ้าง เพราะพวกเขาเป็นคนยากจน โดฮยอนกล่าวว่าถ้าตนมอบเงินให้ราษฎรแถบนี้ คนที่อยู่ในที่ดินอื่นๆ ก็จะออกมาเรียกร้องขอค่าชดเชยบ้าง จึงต้องใช้ไม้แข็งจัดการขั้นเด็ดขาดโดยไม่มีคำว่าปราณี

หลังจากนั้นโดฮยอนก็กลับบ้านพร้อมกับกล่องแจกันดินเผาโบราณล้ำค่าสมัยราชวงศ์โครยอ เมื่อเห็นกึมฮีนั่งมองรูปเด็กหญิงยูจิน เขาก็ถามว่าวันนี้เป็นวันเกิดของยูจินใช่ไปไหม กึมฮีพยักหน้าอย่างโศกเศร้า โดฮยอนจึงบอกให้คุณปล่อยวางเรื่องยูจิน และปลอบใจว่าตอนนี้ยูจินคงอยู่บนสวรรค์อย่างสุขสบาย

แฮจูนำขวดเปล่าที่เก็บได้ไปขายเพื่อให้นำเงินมาซื้อเต้าหู้  กว่าจะกลับถึงบ้านก็มืดค่ำ  ดัลซุนเห็นแฮจูพึ่งกลับบ้านก็ตวาดใส่เสียงดังลั่นว่าทำไมพึ่งจะกลับมา แฮจูรู้ว่าทุกคนกำลังหิวจึงรีบเข้าครัวไปหุงข้าวและทำอาหาร แม้คุณเพิ่งจะผ่านเรื่องร้ายๆ ที่โรงเรียนแถมยังเหนื่อยกับการเก็บขวด แต่พอมองว่าข้าวไม่พอคุณก็เสียสละข้าวให้คนอื่นๆ และนั่งมองทุกคนทานอย่างเป็นสุข โดยอ้างว่าคุณไม่หิวเพราะเพื่อให้นซื้อขนมปังให้ทานก่อนกลับบ้าน   ดัลซุนต่อว่าแฮจูที่กินขนมปังโดยไม่แบ่งให้ซังแทและยองจู ทั้งยังไล่ให้แฮจูออกไปนอนบนพื้นทางด้านนอก ฮงชอลแย้งว่าในบ้านมีตั้งสองห้องทำไมต้องไล่แฮจูให้ออกไปนอนบนพื้นข้างนอก (ชานบ้าน)  ดัลซุนอ้างว่าซังแทเริ่มโตเป็นชายหนุ่มแล้วจะให้นอนกับแฮจูได้ยังไง ฮงชอลจึงบอกว่างั้นตนจะออกมานอนข้างนอกเอง ดัลซุนจึงอ้างว่าถ้าคุณเป็นตะคริวแล้วใครจะช่วย ฮงชอลจะเถียงกลับแต่แฮจูตัดบทว่าคุณชอบนอนข้างนอก   ฮงชอลได้ยินแล้วถึงกับกินข้าวไม่ลงเพราะสงสารแฮจู

หลังหุงหาอาหารให้ทุกคนทานแล้ว แฮจูยังต้องมานั่งล้างจานอีกกองโต ฮงชอลเห็นและจากนั้นก็ยิ่งสงสาร คืนนั้นเขาจึงออกมานอนเป็นเพื่อให้นแฮจูทางด้านนอกโดยอ้างว่าข้างในร้อน แฮจูนอนมองดาวเหนือบนฟ้าแล้วกล่าวว่าฮงชอลเคยสอนคุณเรื่องการใช้ดาวเหนือเป็นเครื่องบอกทิศ ตอนนั้นเขาบอกคุณว่าถ้าหาตำแหน่งดาวเหนือเป็น ต่อให้อยู่กลางสมุทรและไม่มีเข็มทิศก็จะไม่หลงทาง ฮงชอลได้ยินแล้วน้ำตาคลอเบ้า จึงนอนหันหลังให้แฮจู (หันไปทางดาวเหนือ) แล้วเปรยว่าตนกำลังหลงทาง

เรื่องย่อ กระซิบรักจิตสัมผัส (I Can Hear Your Voice) ตอนที่ 9

เมื่อรู้ว่าตำรวจสืบสวนจะปิดคดีด้วยการกล่าวว่าพ่อตนหลับใน (เพื่อให้ให้สามารถนำไปเคลมประกัน) ซูฮาก็รีบเขียนข้อความบอกตำรวจว่า พ่อของตนถูกคนขับรถบรรทุกฟาดด้วยท่อเหล็ก ตำรวจนายหนึ่งคิดจะชันสูตรศพพ่อซูฮาแต่ก็สายเกินไปเพราะศพเพิ่งจะถูกเผาเมื่อวานนี้ ตำรวจอีกคนแย้งว่าสิ่งที่ซูฮาบอกไม่ค่อยน่าเชื่อุถือเพราะซูฮายังเด็กและได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ถึงแม้เป็นเรื่องจริงคำให้การของซูฮายังไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะเอาผิดคนร้ายได้อยู่ดี หากมีพยานคนอื่นอีกคงดีมากกว่านี้

ระหว่างให้การในชั้นศาล จุนกุ๊กตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ เขายอมรับว่าตนใช้ท่อเหล็กทุบกระจกหน้ารถจริง แต่ทำไปเพราะต้องการช่วยเหลือซูฮยอก หลังทุบกระจกแล้วถึงรู้ว่าซูฮยอกตายแล้ว เขาบอกว่าซูฮาเห็นตนทุบกระจกเลยเข้าใจผิด ซูฮาได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกโกรธ ทนายของจุนกุ๊กกล่าวว่า ซูฮาอายุแค่ 8 ขวบ จึงเด็กเกินกว่าจะเข้าใจสภาวะ และเขาก็ยังอยู่ในอาการช็อคถึงขนาดพูดไม่ได้ คำให้การของซูฮาจึงไม่น่าเชื่อถือและไม่มีน้ำหนักมากพอ ทุกคนในห้องรวมทั้งผู้พิพากษาฟังแล้วต่างก็เห็นด้วย

จุนกุ๊กหันไปมองซูฮาแล้วเยาะเย้ยในใจว่าทุกคนในห้องนี้ต่างพากันเชื่อตน ผู้พิพากษาซอถามทนายข้างโจทก์ว่า ตอนที่ซูฮาเขียนคำให้การหมออยู่ด้วยไหม ทนายตอบว่าไม่อยู่ แต่หมอบอกว่าสมองของซูฮาปกติดี ซูฮาเขียนข้อความในกระดาษแล้วยกให้ทุกคนดู แต่เหตุเพราะตัวหนังสือเล็กมากผู้พิพากษาซอเลยขอให้พยาบาลที่นั่งด้านข้าง อ่านให้ฟัง สิ่งที่ซูฮาเขียนก็คือ ‘ดูเหมือนว่าไอ้คนหน้าโง่ทั้งหมดในห้องนี้จะอยู่ข้างชั้น…. นั่นคือสิ่งที่คนร้ายคิด’ จุนกุ๊กได้ยินแล้วถึงกับหน้าถอดสี เมื่อเห็นทุกคนทำหน้างง ซูฮาก็เขียนบอกอีกว่าตนอ่านใจคนได้ ทำให้ตัวเขาซึ่งเป็นพยานเพียงคนเดียวหมดความน่าเชื่อถือไปในบัดดล

ผู้พิพากษาซอถามนายข้างโจทก์ว่ามีพยานคนอื่นอีกไหม จุนกุ๊กเริ่มยิ้มออก เขาแอบขอบคุณซูฮาในใจที่ทำให้ตนรอดคุก ทั้งยังบอก (ในใจ) ด้วยว่าคงไม่มีใครกล้ามาเป็นพยานให้ เพราะตนขู่ว่าถ้าใครมาจะฆ่าทิ้ง ซูฮาได้แต่ร้องไห้ด้วยความคับอกคับใจ ทันใดนั้น เฮซองก็โผล่พรวดเผ่านา ปรากฏว่าคุณถูกโดยอนหักหลังจึงต้องให้การในฐานะพยานตามลำพัง  เฮซองชี้ไปที่จุนกุ๊กแล้วบอกว่าเขาใช้ท่อเหล็กฟาดศีรษะพ่อของซูฮาและขู่ให้ตนปิดปาก ผู้พิพากษาซอถามซูฮาว่าเฮซองเห็นเหตุการณ์ใช่ไหม ซูฮารีบพยักหน้า แต่จุนกุ๊กบอกว่าตนไม่เคยพบเฮซองมาก่อน

เรื่องย่อ Emergency Couple ปักเข็มรัก สลักใจเธอ ตอนที่ 7

หลังออกจากงานแต่งงาน จินฮีก็ไปนั่งดื่มเบียร์ต่อกับเพื่อให้นๆ คุณรู้สึกโกรธแค้นชางมินเลยดื่มหนัก เพื่อให้นๆ เห็นดังนั้นจึงพยายามห้ามปรามและเตือนว่าพรุ่งนี้คุณต้องไปทำงาน (ในฐานะอินเทิร์น) เป็นวันแรก  จินฮีบอกว่าที่ผ่านมาคุณต้องพยายามอย่างหนักกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะดื่มหนักขนาดไหนคุณก็ต้องไปทำงานแน่

ขณะออกจากร้านอาหาร แม่ชางมินกล่าวอย่างเป็นปลื้มว่าในที่สุดชางมินก็ทำให้ฝันของตนเป็นจริง คุณบ่นว่าหากชางมินเชื่อฟังคุณตั้งแต่ต้นป่านนี้คงเป็นหมอไปนานแล้ว และโทษว่าเป็นความผิดของจินฮีที่ทำให้ชางมินเสียเวลาไปหลายปี ชางมินไม่อยากได้ยินเรื่องนี้อีกจึงบอกแม่ว่าอย่ารื้อฟื้นเรื่องเก่า ซึ่งแม่ของเขาก็รับปากว่าจะไม่บ่นเรื่องจินฮีอีก

ในที่สุดจินฮีก็เมาปลิ้น พอใช้ยินเพื่อให้นบอกว่าจะพาไปส่งบ้าน จินฮีก็บอกว่าคุณยังไหวและขอดื่มแก้วสุดท้ายก่อนกลับบ้าน หลังจากนั้นจินฮีก็ตะโกนสั่งเครื่องดื่มแรงที่สุดในร้าน จินฮีบ่นกับเพื่อให้นๆ ว่าคุณแต่งงานท่ามกลางเสียงคัดค้านตอนอายุยังน้อย แถมยังหย่าหลังใช้ชีวิตคู่ได้เพียงปีเดียว คนอื่นๆ อาจมองว่าคุณเพี้ยน แต่คุณทนไม่ได้ที่ชางมินเป็นคนหพอดีเองและชอบดูถูกคุณ หากแม่ของเขาร้ายกับคุณเพียงคนเดียวคุณก็จะยอมอดทน แต่นี่ดันร้ายพอกันทั้งแม่ทั้งลูก  คุณจึงรับไม่ไหว

หลังพนักงานนำเหล้าแรงที่สุดในร้านมาเสิร์ฟ จินฮีก็มองเห็นหน้าชางมินลอยอยู่ในแก้วเหล้า แถมเขายังพูดจาดูถูกเรื่องที่คุณนำชุดแต่งงานมาใส่ในวันนี้อีกด้วย (เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ตามมาหลอกหลอน) จินฮีแค้นจัดจึงดื่มเหล้ารวดเดียวหมดแก้ว หลังจากนั้นก็หงายหลังตึงและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในสภาพหมดสติ และชักทุกๆ 5 นาที

พอใช้ได้รับแจ้งจากหน่วยกู้ชีพว่าจะมีการส่งตัวคนไข้ที่มีอาการชักมาที่ห้องฉุกเฉินภายใน 5 นาที เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจึงไปแจ้งให้หมอ “กุก ชอนซู” ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกฉุกเฉินทราบ  หมอกุกซึ่งกำลังนอนพักจึงตั้งนาฬิกาปลุกและนอนต่ออีก 5 นาที หลังจินฮีถูกส่งตัวมาที่ห้องฉุกเฉิน หมอกุกก็รีบเข้าไปดูอาการ เขาพยายามใส่ท่อช่วยหายใจแต่จินฮีกลับอาเจียนออกมาทั้งที่หมดสติ หมอกุกมองไม่เห็นฟุตบาทหายใจจึงคิดว่ามีบางสิ่งบางอย่างติดอยู่ในลำคอของจินฮี ในตอนนั้นอาการของจินฮีเริ่มทรุดลงเรื่อยๆ หมออีกคน (รุ่นน้อง) เห็นดังนั้นก็ตื่นตระหนกและคิดที่จะเจาะคอจินฮี แต่หมอกุกบอกให้รอและค่อยๆ คีบเศษเปลือกหอยแมลงภู่ออกจากลำคอจินฮีได้สำเร็จ พอใส่ท่อช่วยหายใจแล้ว อาการของจินฮีก็เริ่มดีขึ้น

เรื่องย่อ สะดุดรักนักเปียโน (Nae Il’s Cantabile) ตอนที่ 3

อาจารย์ “โด คังแจ” เห็นยูจินเล่นเปียโนอย่างกระแทกกระทั้นจึงใช้พัดฟาดหัวยูจินด้วยความไม่พอใจ และถามว่าเมื่อไหร่เขาจะเลิกเล่นเปียโนตามใจชอบ เขาอยากให้ยูจินตั้งมั่นซ้อมตามโน้ตเพลงเพราะอีกไม่นานต้องขึ้นเวทีประชันหรือคอนแชร์โต (concerto) แล้ว พอคิดว่าบนเปียโนมีออร์เคสตร้าสกอร์ (โน้ตเพลงแบบสุดกำลังวาทยากรใช้ในการกำกับวงออร์เคสตราซึ่งจะเป็นโน้ตที่รวมเครื่องดนตรีทั้งหมดไว้ด้วยกัน – นักดนตรีจะใช้โน้ตเพลงที่แยกออกไปเป็นของแต่ละเครื่องมือ) อาจารย์โดจึงถามด้วยความโกรธว่าเขาคิดที่จะเปลี่ยนวิชาเอกจากเปียโนไปเป็นวาทยากร (คอนดักเตอร์) งั้นหรือ

อาจารย์โดสรุปว่านี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้ยูจินไม่สนใจลงแข่งขัน ไม่ตั้งมั่นฝึกซ้อม  และไม่เชื่อสิ่งที่ตนแนะนำ ยูจินแย้งว่าอย่าปรามาสเพลงที่ตนเล่นเพียงเพราะตนตีความเพลงต่างออกไป ตนไม่เคยทำอะไรเล่นๆ เวลาอยู่ตรงหน้าเปียโน เขายังกล่าวอีกว่าการแสดงที่ดีไม่ใช่แค่เล่นตามโน้ตเพลงได้ถูกต้อง และบทเรียนที่อาจารย์โดสอนก็ออกแบบมาเพื่อให้ให้ผู้เรียนชนะการแข่งขันเพียงอย่างเดียว เด็กนักเรียนทุกคนจึงถูกสอนด้วยบทเรียนและวิธีการแบบเดิมๆ ที่อาจารย์โดเคี่ยวเข็ญให้ลูกศิษย์ฝึกซ้อมเพราะอยากให้ลูกศิษย์สร้างชื่อให้กับตน ทั้งหมดที่อาจารย์โดทำก็เพื่อให้ผลประโยชน์ของตนเอง  อาจารย์โดได้ยินดังนั้นจึงไล่ยูจินออกจากห้องและขู่ว่าจะไล่ยูจินออกจากวิทยาลัย แต่ยูจินหาได้แคร์ไม่ ทั้งยังกรอกใบลาออกเองอีกด้วย

ยูจินได้ยินเสียงคนเล่นเปียโนเพลง “Liszt: Liebestraum No. 3” จึงกล่าวชมว่าเป็นการเล่นที่ไม่เลวและเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ เขานึกสงสัยว่าคนเล่นเป็นใครจึงเดินตามเสียงไปและพบหญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งเล่นเปียโนอยู่ด้านในห้อง ยูจินจะเดินเข้าไปดูในห้องแต่ถูก “แช โดคยอง” (นักศึกษาเอกขับร้อง – รับบทโดย “คิม ยูมี” มิสโคเรีย ปี 2012) เรียกไว้เสียก่อน โดคยองเห็นใบลาออกในมือยูจินจึงแย่งมาฉีกทิ้งหน้าตาเฉย (ไม่ใช่นัดแรกที่คุณทำอย่างงี้)

ปรากฏว่านักศึกษาที่บรรเลงเปียโนเพลง “Liszt: Liebestraum No. 3” คือ “ซอล เนอิล” ซึ่งเป็นรุ่นน้องของยูจิน คุณเล่นเพลงดังที่กล่าวมาแล้วอย่างเป็นสุขในสไตล์ของตนเองและไม่ดูโน้ต หลังซ้อมเปียโนแล้วคุณก็รีบแจ้นไปทำงานพาร์ทไทม์ที่โรงเรียนอนุบาล โดยทำหน้าที่เล่นเปียโนประกอบการเล่านิทานให้เด็กๆ ฟังอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง (เนอิลฝันอยากเป็นครูอนุบาล)

เรื่องย่อ ซูสีไทเฮา หงส์เหนือบัลลังก์ (The Firmament of the Pleiades) ตอนที่ 4

“ชุนเอ๋อร์” เด็กชายหนุ่มยากจนที่อาศัยอยู่ในจิงไห่ (ปัจจุบันเป็นตำบลหนึ่งในเทศบาลนครเทียนจิน) ตัดสินใจใช้มีดสั้นตอนตัวเองเพื่อให้จะได้เข้าวังเป็นขันทีหวังนำเงินมารักษาแม่บุญธรรมที่กำลังป่วยหนัก เมื่อแม่หมอผมขาวประจำตำบลมาพบเข้าจึงช่วยรักษาพยาบาลและทำนายดวงชะตาให้ โดยบอกว่าชะตาชีวิตของชุนเอ๋อร์อยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มดาวเหม่าซิ่ว* ในภายภาคหน้าขุมทรัพย์ทั้งหมดของราชวงศ์ชิงจะตกอยู่ในกำมือของเขา

* กลุ่มดาวเหม่าซิ่ว คือ กลุ่มดาวลูกไก่  โหราศาสตร์ไทยเรียกว่า “กลุ่มดาวฤกษ์กฤติกา” หรือ “กลุ่มดาวฤกษ์รูปไก่” มีคุณสมบัติวิเศษยิ่งกว่ากลุ่มดาวฤกษ์อื่นเพราะเป็นเจ้าของ “ภพกะดุมภะของโลก” คือเป็นเจ้าของขุมทรัพยากรทั้งปวงบนพื้นพิภพ – ที่มา คมชัดลึก

หลายปีต่อมา พระนางซูสีไทเฮาและพระราชาธิราชกวังซวี่ทรงจัดงานเลี้ยงให้จอหงวน* คนใหม่ และคนๆ นั้นก็คือ “เหลียงเหวินซิ่ว” หลังถวายสุราให้ฮ่องเต้และ “หยางสี่เจิน” (พระอาจารย์ของฮ่องเต้) แล้ว เหวินซิ่วจะถวายสุราจอกสุดท้ายให้พระนางซูสีไทเฮา แต่พระนางกลับมอบสุราจอกนั้นให้แก่เหวินซิ่วในฐานะที่เขาเป็นจอหงวนอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ต้าชิง ซึ่งนับเป็นนิมิตหมายอันดีของบ้านเมือง หลังจากนั้น ชุนเอ๋อร์ก็ออกมาแสดงงิ้ว (งิ้วปักกิ่ง) หน้าพระที่นั่ง เมื่อได้เห็นชุนเอ๋อร์ร่ายรำด้วยท่วงท่าที่งดงามและโดดเด่น เหวินซิ่วก็ถึงกับน้ำตาไหลเพราะรู้สึกภาคภูมิใจที่ทั้งชุนเอ๋อร์และตนต่างก็ดิ้นรนจนประสบความสำเร็จ

* จอหงวน คือ คำที่ใช้เรียกคนที่เข้าสอบขุนนาง ‘รอบสุดท้าย’ ได้ที่หนึ่ง

เกร็ดความรู้

การสอบเข้ารับราชการของจีนเรียกว่า “เคอจวี่” ประกอบด้วยการสอบทั้งหมดสามรอบ รอบที่หนึ่ง เป็นการสอบคัดเลือกระดับท้องถิ่น คนที่สอบผ่านรอบนี้จะได้คุณวุฒิ “ซิ่วไฉ” ดังนั้นการสอบรอบนี้จึงเรียกอีกอย่างว่า “การสอบซิ่วไฉ” รอบที่สอง เป็นการสอบคัดเลือกระดับภูมิภาค (มณฑล) ผู้มีสิทธิเข้าสอบระดับนี้ต้องได้คุณวุฒิซิ่วไฉก่อน ผู้สอบผ่านขั้นนี้จะได้คุณวุฒิ “จวี่เหริน”  การสอบรอบนี้จึงเรียกอีกอย่างว่า “การสอบจวี่เหริน” รอบที่สาม เป็นการสอบรอบสุดท้าย ผู้สอบผ่านรอบนี้จะได้รับการขึ้นบัญชีเพื่อให้รอการเรียกบรรจุเข้ารับราชการ และได้คุณวุฒิที่เรียกว่า “จิ้นซื่อ” การสอบรอบนี้จึงเรียกอีกอย่างว่า “การสอบจิ้นซื่อ” ซึ่งจะจัดขึ้นทุกๆ 3 ปี สำหรับคนที่สอบรอบสุดท้ายได้ชั้นหนึ่งจะได้ตำแหน่ง “จ้วงหยวน”  หรือ “จอหงวน” ส่วนชั้นสอง จะได้ตำแหน่ง “ปั๋งเหยี่ยน”  และชั้นสามจะได้ตำแหน่ง “ทั่นฮวา”  – ข้อมูลจาก เฟสบุ๊คประวัติศาสตร์ตามTimeline   / ภาพจาก วิกิพีเดีย

เหวินซิ่วนึกถึงตอนที่พึ่งจะเดินทางมาถึงปักกิ่งพร้อมกับชุนเอ๋อร์และหลิงเอ๋อร์ พลางครุ่นคิดว่า ในตอนนั้นความเจริญก้าวหน้าของกรุงปักกิ่งทำให้เด็กบ้านนอกอย่างตนถึงกับตกตะลึง ต่อมาถึงได้รู้ว่าชะตาชีวิตมนุษย์เรานั้นน่าตกตะลึงยิ่งกว่า… พอนั่งม้าลากเกวียนผ่านพระราชวังต้องห้ามเป็นนัดแรก เหวินซิ่วถึงกับอ้าปากค้างเพราะตกตะลึงในความยิ่งใหญ่อลังการ นึกถึงช่วงเวลานั้นแล้วเหวินซิ่วก็รู้สึกผิดที่เคยบอกชุนเอ๋อร์ด้วยความโง่เขลาว่าฮ่องเต้คือผู้ยิ่งใหญ่และมีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน เขาเองก็คาดไม่ถึงว่าชีวิตของตนกับชุนเอ๋อร์จะเกี่ยวพันกับไทเฮาและฮ่องเต้ ตลอดจนชะตาของบ้านเมือง (จากนี้ไปจะใช้คำว่า “ไทเฮา” แทนพระนางซูสีไทเฮา และใช้คำว่า “ฮ่องเต้” แทนพระราชาธิราชกวังซวี่)

3 Idiots

ย้อนกลับไปดูหนังเก่าเพราะอาจารย์บอกว่าให้ลองไปดูหนังเรื่องนี้ดู แล้วเพื่อให้นก็บอกว่า เนี่ยอาจารย์จะเอาไปออกสอบ ชอบนะถ้าออกสอบเกี่ยวกับหนังเพราะว่าชอบดูหนังอยู่แล้ว ฮาา

เข้าเรื่องกันดีมากกว่า ในส่วนของหนังเรื่องนี้ เราขอติด Favorite movies ไว้เลยอะ ชอบมาก การดำเนินเรื่อง การตัดไปตัดมาระหว่างยุคปัจจุบันและอดีต เป็นภาพยนตร์ที่ความยาวของเรื่องนั้นเกือบ 3 ชั่วโมง แต่เป็น 3 ชั่วโมงที่ไม่น่าเบื่อเลยสักนิด เป็นหนังอินเดีย เรื่องราวของ Rancho, Farhan และ Raju โดยจะเล่าย้อนสมัยวัยมหาวิทยาลัย เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในตอนอยู่มหาวิทยาลัย เนื้อหาเรื่องไม่ใช่แค่นักศึกษาอย่างเราเท่านั้นที่ควรดูอะ ควรดูตั้งแต่ ผู้ใหญ่ วัยทำงาน พ่อแม่ อาจารย์ เด็ก วัยรุ่น คือเป็นหนังที่ดูได้ทุกวัยจริง ๆ ชอบหนังเล่าเรื่องนะ เป็นเรื่องง่าย ๆ ที่เราเห็นในปัจจุบันเลยอะ อย่างเช่น เรื่องความกดดันจากคนรอบข้าง ความชอบของเด็ก การแข่งขันในวัยเรียน มิตรภาพดี ๆ ที่เกิดจาก ตัวละคร 3 ตัวนี้ มันดีมาก อยากให้ไปดู

ตัวละครที่ชอบมากที่สุดไม่พ้น Rancho เลย เป็นตัวละครที่ใครดูก็ชอบ ชอบทั้งความคิดเขา การแสดงออกมา อาจจะดูเล่น ๆ น่าหมั่นไส้ไปบ้าง แต่บอกตามตรง ถ้าดูแล้วจะรักตัวละครนี้ Rancho is my idol ! แงชอบบบ ชอบลุคขี้เล่นด้วยยย น่ารักกก

Farhan ชอบตัวละครนี้มาก เป็นความชอบส่วนตัว เพราะว่าตัวหนังแสดงให้คิดว่าเขาถ่ายภาพสวยอะ ชอบ นั่งดูไปก็แบบ แงเท่อะ คำว่าชอบเต็มหัวไปหมดเลย

Raju จริง ๆ ก็มีรู้สึกไม่ชอบตัวละครนี้ในช่วงแรก ๆ อะ บางทีเราก็ไม่เข้าใจตัวละครนี้ แต่ถ้ามองดี ๆ ลองคิดตามตัวละครนี้ ก็จะเข้าใจว่าแบบ ทำไมต้องทำแบบงี้ ทำไมต้องทำอย่างนั้น และทำไมตัดสินใจแบบนั้น เป็นตัวละครที่ขาดไม่ได้เลย เพราะตัวละครนี้เป็นตัวที่จะเล่าเลยอะว่า ทั้งสามตัวละครรักกันมากขนาดไหน ขอสปอยล์ว่า ชอบตอนสัมภาษณ์งานมาก ๆ แสดงให้คิดว่า เราเป็นตัวของเรา ถ้าที่นี่มันไม่ใช่ที่ของเรา เราก็แค่ก้าวออกมา โคตรเท่อะ

มีหลายประโยคที่เด็ดมาก ๆ อะ นั่งดูไปก็ชอบไป เช่น

“การเรียนรู้ไม่ใช่การท่องจำคำจากหนังสือ แต่ต้องอ่าน ทำวามรู้ความเข้าใจ และอธิบายเป็นคำพูดตัวเองได้”

เนี่ย ตอนนี้เราเป็นแบบประโยคนี้เลย เราอ่านหนังสือเพื่อให้เกรดดี ๆ แต่เราไม่เข้าใจมันเลย เหมาะแก่ช่แวดวงสอบนี้จริง ๆ

“วิศวกรผู้ชาญฉลาด ยังไม่ได้ผลิตเครื่องวัดแรงดันทางจิต ถ้าผลิตได้ทุกคนจะได้รู้ว่า นี่ไม่ใช่การฆ่าตัวตาย มันคือการฆาตกรรม”

อันนี้เป็นเกี่ยวกับแรงกดดันอะ รายละเอียดอยู่ในสปอยล์ข้างล่าง แต่ถ้าอยากรู้ ต้องไปดูหนังนะ

เพลงในเรื่องนี้ก็ดีนะ ชอบหลายเพลง ตัวหนังออกแนวร้องเพลงประกอบด้วย เรื่องเดียวนี่มันครบจริง ๆ อะ 555555555 ไปดูเหอะะะ ขอ ดีงามมากเวอร์

คะแนนที่เราจะให้นะ คือ 9/10 ชอบอะมันดีมาก

ต่อไปคือการสปอยล์นะ เราอาจจะเขียนวน ๆ หน่อย ไม่ต้องอ่านก็ได้ แต่อยากให้ดู อาจจะครอบคลุมไม่หมดอะ ตอนเขียนเริ่มเบลอแล้ววว

เราชอบหนังที่เล่าเกี่ยวกับการแข่งขันในการเรียนอะ การเรียนคือเราต้องนำความรู้ที่เรียนไปใช้ ไม่ใช่แค่ตอบในข้อสอบเพื่อให้เอาคะแนน หรือเพื่อให้ชั้นที่หนึ่ง แล้วการเรียนที่จะประสบความสำเร็จอะ คือ การเรียนสิ่งที่เรารัก อย่าง Farhan อะ ชอบถ่ายรูป แต่มาเรียนวิศวะ ถ้าให้เรียนแล้วจบไป แน่ๆว่าย่อมได้อยู่แล้ว เพราะเขาสามารถรักษาเกรดรักษาการสอบได้ แต่เราไม่ได้รักอะ เราจะแฮปปี้กับสิ่งที่เราจบมาจริง ๆ เหรอ? ที่ชอบมาก ๆ อีกก็ คือ เรื่องความกดดัน ชอบประโยคนึงของ Rancho อะ “ทุกคนคิดว่าแรงกดดันบนคอทำให้เขาตาย แล้วแรงกดดันทางจิตตลอด 4 ปี ที่ผ่านมา นั่นคือสิ่งที่หายจากผลชันสูตร วิศวกรผู้ชาญฉลาด ยังไม่ได้ผลิตเครื่องวัดแรงดันทางจิต ถ้าผลิตได้ทุกคนจะได้รู้ว่า นี่ไม่ใช่การฆ่าตัวตาย มันคือการฆาตกรรม” เฮ้ย นั่งฟังและจากนั้นก็เห็นด้วยมาก ๆ เป็นประโยคจากฉากที่มีเด็กฆ่าตัวตาย ที่เห็นด้วยเพราะอัตราการตายจากการฆ่าตัวตายสูงมาก แล้วสาเหตุก็เกิดมาจากแรงกดดันอะ ไม่ใช่แค่เรื่องการเรียน อย่างวัยเรา คือ วัยเรียน แรงกดดันก็ คือ การเรียน แต่วัยอื่น ๆ แรงกดดันของเขาก็จะเป็น พวกเรื่องงาน การใช้ชีวิต ค่าใช้จ่าย แล้วแรงกดดันนี้มาจากใครอะ ก็คนรอบข้างทั้งนั้น มีฉากหนึ่งที่เราเศร้ามากเลยนะ ฉากที่อาจารย์อยากเอาเด็กพวกนี้ออกอะ แล้วไปกดดัน Raju เป็นฉากที่แสดงถึงความกดดันชัดเจนมาก ว่า จะให้ตัวเองถูกไล่ออก กับให้ Rancho ออกแทน แล้วการเลือกนี้อะชัดเจนมากเรื่องของอนาคต ถ้าเลือกตัวเอง พ่อที่ป่วย สถานะทางบ้านจะเอายังไง ถ้าให้ Rancho ออก นี่ก็เพื่อให้นอะ เพื่อให้นตายด้วย เขาช่วยเหลือเราทุกอย่าง ช่วยให้พ่อรอดชีวิตด้วยอะ ความผิดของ Raju มันก็มีนั่นแหละ เราก็เข้าใจถึงเหตุผลอะว่าแบบผิด ทำอย่างนี้มันไม่ควร ถ้าไม่ให้ออกแล้วคนอื่นมาทำตามล่ะ แต่อาจารย์ก็มีความโมโหโทสะอยู่เหมือนกัน มีความโกรธไม่ชอบเขาละอคติมาตัดสิน แล้วไปสร้างแรงกดดันอีก แล้วความกดดันอะมีผลไปต่อถึงความชอบของเด็กอะ ทุกคนมีสิ่งที่คาดฝันไว้หมด มีสิ่งที่อยากทำ มีสิ่งที่ชอบ อันนี้จะเอ๋ยถึงแรงกดดันจากพ่อแม่นะ อย่างหนังเรื่องนี้ มีฉากที่พ่อแม่กดดันลูกโดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าเด็กรู้สึกยังไง จริง ๆ ถ้าสังเกต Farhan พูดตั้งแต่ตอนต้นเลย ว่าทำไมต้องเรียนวิศวะ เนี่ยมันชัดเจนมากเลยว่าเขาไม่ได้รักในสิ่งที่เขากำลังเรียน อะเครียด ๆ พอล่ะ เรื่องมิตรภาพกันบ้าง เราชอบตัวละครทั้ง 3 ตัวนี้มากอะ เขารักกันมาก เจ็บป่วยก็ดูแล เพื่อให้นมีปัญหาก็พร้อมไปช่วยกันแก้ไข ให้คำแนะนำ มีหลอกให้รู้สึกดีบ้าง ชอบที่เขารู้ทันกันอะ เป็นมุกไรงี้ ตลกก มีแสดงความยินดีเมื่อประสบความสำเร็จ ถ้าดูจะรู้สึกชอบมิตรภาพของคนพวกนี้มาก 555555 เขียนวนอะ แม้กระนั้นมันดีจริง ๆ สนุกจริง ควรดู

Begin Again เพราะรัก คือเพลงรัก

เพราะรักคือเพลงรัก (อังกฤษ: Begin Again) (ก่อนหน้านี้ชื่อ เพลงสามารถช่วยชีวิตคุณได้จริงหรือ?[4] ) เป็นภาพยนตร์ดนตรีอเมริกันแนวตลกของประเทศอังกฤษ กำกับ จอห์น คาร์นีย์ นำแสดงโดย เคียรา ไนต์ลีย์, มาร์ก ราฟฟาโล่, เฮลี สไตน์เฟลด์ และแอดัม เลอวีน ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการแสดงภาพยนตร์นัดแรกของแอดัมอีกด้วย [5] ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวในเดือนกันยายน 2013 ได้ฉายในรอบปฐมทัศน์ใน เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตประจำปี 2013 (2013 Toronto International Film Festival) และถูกฉายในเมืองไทยในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2014[6][3]
เกร็ก อเล็กแซนเดอร์ ได้แต่งเพลงร่วมกับ ดาเนียล บริสบัวร์, นิค แลสลี่ย์, ริค โนเวล และ นิค เซาท์วู้ด ในเพลงลอสต์สตาส์ (Lost Stars) ได้ถูกเข้าชิงรางวัลออสการ์ ในสาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม อีกด้วย การผลิตในเดือนกรกฎาคม 2012 มีการถ่ายทำที่เกิดขึ้นในสถานที่ต่าง ๆ ทั่วมหานครนิวยอร์ก และออกฉายช่วงวันที่ 27 มิถุนายน 2557 ซึ่งได้รับเสียงส่วนใหญ่ชื่นชมจากนักวิจารณ์
แดน มัลลิแกน คือ ผู้บริหารค่ายเพลงในนครนิวยอร์กที่กำลังมีปัญหา คืนหนึ่ง ในขณะที่เขากำลังนั่งดื่มเหล้าในบาร์ เขาได้พบกับ เกรต้า นักแต่งเพลงหญิงสาวผู้เด็ดเดี่ยว แข็งกร้าว และดนตรีของคุณทำให้แดนต้องการจะปั้นเกรต้าให้เป็นศิลปิน แดนยื่นข้อเสนอให้เกรต้าร่วมค่ายเพลงในสังกัดของเขา แต่ด้วยความมุ่งมั่นในหลักการของเกรต้าในฐานะศิลปินที่ไม่ต้องการแลกศักดิ์ศรีกับชื่อเสียง คุณจึงปฏิเสธแดน แต่ตอนที่เกรต้ากำลังจะเดินออกจากบาร์ แดนได้ยืนรอพบคุณและพยายามชวนคุณไปดื่มต่อ
และเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า ตอนนั้นเขากำลังระหองระแหงกับเมียของเขา มิเรียม และเพิ่งจะถูกไล่ออกจากงานเนื่องมาจากแดนไม่สามารถหาศิลปินคนใหม่เข้าสังกัดมานานกว่า 7 ปี หลังจากแดนสมุทราะอย่างร้ายแรงกับเมียเรื่องบุตรสาว แดนได้ดื่มเหล้าอย่างหนักและทำให้เขาไปที่บาร์ในคืนนั้น อีกด้านหนึ่ง เกรต้า ผู้ซึ่งเพิ่งจะเลิกกับ เดฟ โคล แฟนนักแต่งเพลง ศิลปินชื่อดัง ร่วมที่คบกันมายาวนาน เดฟนอกใจไปมีสัมพันธ์กับหนึ่งในโปรดิวเซอร์ช่วงระหว่างที่เขาอยู่ที่ลอสแอนเจลิส เกรต้าทั้งโกรธและเสียใจ และตั้งอกตั้งใจที่จะออกจากนิวยอร์ก แต่แดนได้ขอร้องให้คุณให้ตัดสินใจเรื่องข้อเสนอของเขาอีกรอบ
เกรต้าได้เปลี่ยนใจ และโทรหาแดนในวันต่อมาและตัดสินใจที่จะร่วมทำเพลงกับเขา ทั้งคู่ได้พบกับ โซล หุ้นส่วนทางธุรกิจของแดนและผู้ก่อตั้งร่วมค่ายเพลงอิสระเลเบลดิสเตรสเรคคอร์ด แต่โซลไม่เห็นถึงแววในตัวของเกรต้าจึงได้ปฏิเสธไป ถึงกระนั้น แดนก็เสนอว่าเขาและเกรต้าจะร่วมทำอัลบั้มเพลงด้วยกัน ด้วยการถ่ายทำสดๆ ในฤดูร้อนในสถานที่สาธารณะต่างๆ ในนครนิวยอร์ก และเก็บเหล่านักดนตรีที่มีความชำนาญ แดนตั้งอกตั้งใจที่จะทำอัลบั้มออกมาสำหรับเปิดตัวภายใต้สังกัดของเขาเอง ในช่วงเวลานั้นเอง แดนและเกรต้าได้สนิทสนมกันมากขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว เกรต้ายังได้ช่วยดูแลบุตรสาวของแดน นักกีต้าร์มือสมัครเล่น และคอยช่วยเหลือให้คุณร่วมเล่นดนตรีในอัลบั้มของคุณด้วย
เมื่อเกรต้าเห็นเดฟในโทรทัศน์กล่าวสุนทรพจน์สำหรับรางวัลที่เขาได้รับ เกรต้ารู้สึกต้องการจะบอกผ่านความรู้สึกเจ็บปวดผ่านเพลงที่คุณแต่งขึ้นในข้อความตอบรับในโทรศัพท์ของเดฟ ภายหลังที่ได้ฟัง เดฟซึ่งกลับมานิวยอร์กเพื่อให้โปรโมทอัลบั้มเพลงใหม่ของเขา ได้สำนึกผิด เขาจึงติดต่อเกรต้าและขอร้องอยากพบคุณ แต่เกรต้าไม่ได้ตอบกลับ
ภายหลังที่ทำอัลบั้มเสร็จ แดนและเกรต้าก็ได้กลับมาพบกับโซลอีกที โซลประทับใจกลับผลงานของแดนและเกรต้ามาก แต่พวกเขายังไม่สามารถสรุปสัญญากันได้ ภายหลังที่เกรต้าได้ใคร่ครวญแล้ว คุณตัดสินใจที่จะพบเดฟ ทั้งคู่ได้วิจารณ์ผลงานอัลบั้มซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม เกรต้ารู้สึกเหมือนถูกหักหลังกับเพลง “ลอสสตาร์” ผลงานเพลงแปลงของเดฟที่เน้นเอาใจเพลงกระแสหลัก (เพลงรักบัลลาดที่เกรต้าแต่งให้เดฟเป็นของขวัญวันคริสมาสต์เมื่อครั้งที่ทั้งคู่ยังคบกัน) เกรต้าเชื่อว่าความหมายของเพลงที่แท้จริงได้สูญหายไป ถึงกระนั้นก็ตาม เดฟได้ชวนให้เกรต้ามาฟังเขาเล่นดนตรีที่ กราเมอร์ซี เทียเตอร์ ในช่วงสุดสัปดาห์นั้น เพื่อให้หวังให้เกรต้าได้เห็นถึงอิทธิพลของเพลงที่มีต่อบรรดาแฟนคลับของเขา
เกรต้าได้มาถึงที่หมายได้ทันเวลาพอดีที่จะได้เห็นเดฟเล่นเพลงที่เขาได้ทำใหม่ขึ้น ท่ามกลางกลุ่มฝูงชน แม้ว่าเดฟได้ชวนให้เกรต้าขึ้นมาบนเวทีและร่วมเล่นกีต้าร์กับกลุ่มดนตรีของเขา เกรต้าปฏิเสธคำชวนนั้น และน้ำตาของคุณก็ล้นเอ่อ คุณได้ออกจากสถานที่นั้นไปและขี่จักรยานไปตามที่ต่างๆ ในเมืองพร้อมกับความรู้สึกใหม่ที่เกิดขึ้นกับคุณ หลังจากนั้น เกรต้าได้เข้าพบแดนที่อพาร์ทเม้นท์ของเขา ในขณะที่แดนกำลังเตรียมจัดของเพื่อให้กลับบ้านไปอยู่กับเมียของเขา เกรต้าบอกแดนว่าคุณไม่ต้องการให้แดนปล่อยอัลบั้มของคุณ แต่ต้องการให้ปล่อยผ่านทางสื่อออนไลน์แทน แดนตกลงอย่างเสียไม่ได้ และได้ติดต่อ ทัลเบิลกัม ศิลปินแรพชื่อดังผู้ซึ่งช่วยโปรโมทอัลบั้มผ่านทางทวิตเตอร์ของเขา ในวันต่อมา โซลได้บอกแดนว่าอัลบั้มเพลงของเกรต้ามียอดขาย 10,000 ก็อปปี้ภายในหนึ่งวัน

ANCHORMAN: THE LEGEND OF RON BURGUNDY (2004) ประกาศรบ…แต่ดั้นนมาพบรัก

Anchorman: The Legend of Ron Burgundy เป็นภาพยนตร์ตลกอเมริกันปี 2004 ที่กำกับโดยอดัมแม็คเคย์ในผลงานการกำกับเรื่องแรกอวยการสร้างโดยจัดด์อพาโทว์นำแสดงโดยวิลเฟอร์เรลล์และเขียนบทโดยแม็คเคย์และเฟอร์เรลล์ ภาคแรกในซีรีส์ Anchorman ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมของยุค 70 โดยเฉพาะรูปแบบใหม่ของ Action News [3] เป็นภาพของสถานีโทรทัศน์ซานดิเอโกที่ตัวละครชื่อเรื่องเฟอร์เรลปะทะกับคู่หูหญิงคนใหม่ของเขา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ 28.4 ล้านดอลลาร์ในช่วงสุดสัปดาห์เปิดตัวและ 90.6 ล้านดอลลาร์ทั่วโลกจากการแสดงละครทั้งหมด มันได้พบกับคำวิจารณ์ในแง่บวกจากนักวิจารณ์เมื่อออกฉายและปัจจุบันได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ตลกที่ดีที่สุดในยุค 2000 [4] [5] [6] ได้รับการจัดชั้นให้อยู่ในชั้นที่ 100 ในภาพยนตร์ที่สนุกที่สุด 100 เรื่องของ Bravo ชั้นที่ 6 ในภาพยนตร์ตลก 100 ชั้นแรกของ Time Out และ 113 ใน 500 ภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของ Empire ภาพยนตร์คู่หูที่ประกอบขึ้นจากฉากนอกเรื่องและซับพลอตที่ถูกทิ้งร้างชื่อ Wake Up, Ron Burgundy: The Lost Movie ได้รับการเผยแพร่ตรงสู่ DVD ในปลายปี 2004 ภาคต่อ Anchorman 2: The Legend Continues เข้าฉายช่วงวันที่ 18 ธันวาคม 2013 โดย Paramount Pictures แทนที่ DreamWorks เป็นผู้จัดจำหน่าย

รอนเบอร์กันดีเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่ชื่อดังของสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นในซานดิเอโกช่อง KVWN ที่สวมหน้าที่ 4 เขาทำงานร่วมกับเพื่อให้น ๆ ที่เขารู้จักมาตั้งแต่เด็กในทีมข่าว ได้แก่ ไบรอันแฟนทานานักข่าวภาคสนามนักแข่งรถประเภทแชมป์และบริคนักอุตุนิยมวิทยา Tamland. Ed Harken ผู้ให้การสถานีแจ้งให้ทีมงานทราบว่าพวกเขายังคงรักษาสถานะที่ยาวนานในฐานะรายการข่าวที่ได้รับคะแนนสูงสุดในซานดิเอโกทำให้พวกเขาจัดงานปาร์ตี้ป่าที่ Burgundy พยายามรับ Veronica Corningstone สาวสวยผมบลอนด์ไม่สำเร็จ Harken แจ้งกับทีมในภายหลังว่าพวกเขาถูกบังคับให้จ้าง Corningstone หลังจากทีมพยายามเกลี้ยกล่อมคุณไม่สำเร็จในที่สุดคุณก็ยอมและตกลงที่จะ “ทัวร์มืออาชีพ” ของเมืองกับรอนโดยมีความเกี่ยวข้องทางเพศ แม้จะตกลงที่จะรักษาความเกี่ยวพันอย่างรอบคอบ แต่รอนก็ประกาศออนแอร์

ภายหลังที่สมุทราะกับคนขับมอเตอร์ไซค์จบลงที่สุนัขของเบอร์กันดีถูกลากออกจากสะพานซานดิเอโก – โคโรนาโดเบอร์กันดีก็ไปทำงานสาย คอร์นิงสโตนเติมเต็มให้เขาออนแอร์โดยได้รับเรตติ้งสูงกว่าที่เบอร์กันดีชอบได้รับและทั้งคู่เลิกกันเมื่อรอนคร่ำครวญถึงความสำเร็จของคุณ Corningstone ได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้ประกาศข่าวร่วมเพื่อให้เป็นที่รังเกียจของทีม แองเคอร์ร่วมเปลี่ยนเป็นคู่แข่งที่ดุเดือดในขณะที่ยังคงรักษาความจริงใจในการออกอากาศ ทีมข่าวตัดสินใจซื้อชุดสูทใหม่ แต่บริคซึ่งเป็นผู้นำทางทำให้พวกเขาหลงทางในส่วนที่ร่มรื่นของเมือง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งหลักอย่างเวสมันทู ธ และทีมข่าวของเขาเบอร์กันดีท้าให้พวกเขาต่อสู้ เมื่อทีมข่าวอื่น ๆ หลายทีมมารวมตัวกันในสถานที่เกิดเหตุชุลมุนเต็มรูปแบบมีเพียงเสียงไซเรนของตำรวจที่ทำให้พวกเขาต้องหนีไป เมื่อรู้ว่าการมีผู้ประกาศข่าวร่วมหญิงกำลังทำให้ชื่อเสียงของพวกเขาแย่ลงเบอร์กันดีก็สมุทราะกับเวโรนิกาอีกรอบและพวกเขาก็สมุทราะกันภายหลังที่คุณทำให้เขาขุ่นเคืองเรื่องผมของเขา

เพื่อให้นร่วมงานคนหนึ่งของเวโรนิกาแจ้งให้คุณทราบว่าเบอร์กันดีจะอ่านอะไรก็ได้ที่เขียนบนเทเลโพรปเทอร์คุณจึงแอบเข้าไปในสถานีและเปลี่ยนข้อความเพื่อให้แก้แค้น วันรุ่งขึ้นเบอร์กันดี (ไม่รู้ว่าเขากำลังพูดอะไร) สรุปการออกอากาศด้วย “ไปเย็ดตัวเองซานดิเอโก!” แทนข้อความปิดท้ายที่เป็นลายเซ็นของเขา “คุณอยู่อย่างมีระดับซานดิเอโก!” ก่อให้เกิดกลุ่มคนที่โกรธแค้นที่อยู่ด้านนอก สตูดิโอและกระตุ้นให้เอ็ดยิงเบอร์กันดี เมื่อรู้ว่าคุณไปไกลเกินไป Corningstone พยายามขอโทษ แต่ Burgundy ก็ไม่สนใจคำขอโทษของคุณ ในไม่ช้าเบอร์กันดีก็ตกงานไม่มีมิตรและถูกต่อต้านอย่างหนักจากสาธารณชนในขณะที่เวโรนิกาโด่งดังแม้ว่าเพื่อให้นร่วมงานชายของคุณจะเกลียดคุณก็ตาม เอ็ดยังบอกไบรอันแชมป์และบริคว่าถ้าพวกเขาเห็นรอนเขาจะยิงพวกเขาถ้าพวกเขาคุยกับเขา

สามเดือนต่อมาเมื่อหมีแพนด้ากำลังจะคลอดทีมข่าวทุกคนในซานดิเอโกรีบไปที่สวนสัตว์เพื่อให้ปกปิดเรื่องราวนี้ ในความพยายามที่จะก่อวินาศกรรมคุณผู้ประกาศข่าวคู่แข่งผลัก Corningstone เข้าไปในคอกหมีโคดิแอค เมื่อเอ็ดหาเวโรนิกาไม่พบเขาจึงรับสมัครเบอร์กันดี ครั้งหนึ่งที่สวนสัตว์เบอร์กันดีกระโดดถือปากกาหมีเพื่อให้ช่วยเวโรนิกาขณะที่ประชาชนเฝ้าดูอย่างช่วยไม่ได้ ทีมข่าวจึงกระโดดเข้าไปช่วยรอนและเวโรนิกา เช่นเดียวกับหมีกำลังจะโจมตีแบ็กซ์เตอร์ซึ่งรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์เข้าแทรกแซงและกระตุ้นให้หมีช่วยชีวิตพวกมัน เมื่อกลุ่มปีนขึ้นจากหลุม Wes ก็ปรากฏตัวขึ้นและถือบันไดเหนือหลุมหมีขู่ว่าจะปล่อย Ron กลับเข้าไปและบอกว่าลึก ๆ แล้วเขาเกลียดเขามาตลอด แต่ก็ยอมรับกับ Ron ว่าเขาเคารพเขาเช่นกันและดึง รอนออกไปอย่างปลอดภัย

หลังจาก Burgundy และ Corningstone คืนดีกันและแสดงให้คิดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า Fantana แปลงเป็นพิธีกรรายการเรียลลิตี้โชว์ของ Fox ชื่อ Intercourse Island แทมแลนด์แต่งงานกับลูก 11 คนและเป็นที่ปรึกษาทางการเมืองชั้นนำของ George W. Bush และ Kind เป็นผู้บรรยาย สำหรับ NFL ก่อนที่จะถูกไล่ออกหลังจากถูกกล่าวหาโดย Terry Bradshaw ว่าล่วงละเมิดทางเพศและ Burgundy และ Corningstone เป็นผู้ร่วมช่วยเหลือของ CNN-esque World News Center

เรื่อง From Vegas to Macau โคตรเซียนมาเก๊าเขย่าเวกัส ตอนที่3

เกี่ยวกับผู้ควบคุมงานสร้าง – แอนดริว เหลา
เหลา เป็นผู้กำกับ / โปรดิวเซอร์ / ผู้กำกับภาพ ที่โด่งดังมากที่สุดของเกาะฮ่องกง เขาเริ่มหลงไหลการถ่ายภาพยนตร์มาตั้งแต่เด็ก ภายหลังที่เข้าจบการเรียนชั้นมัธยมเขาก็ได้เลือกสายอาชีพในด้านภาพยนตร์ด้วยการเข้าไปร่วมกับสตูดิโอชื่อดัง ชอว์บราเทอร์ส และได้เริ่มเป็นตากล้องตั้งแต่ปี 1985 ภายหลังจากนั้นสิบปีเขาได้เริ่มร่วมงานกับหวัง จิง เป็นนัดแรกในฐานะโปรดิวเซอร์ในภาพยนตร์เรื่อง “กู๋หว่าไจ๋” ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งในฮ่องกงและทั่วโลก
ในปี 2002 แอนดริว, อลัน มัค และ ฟีลิกซ์ ฉ่อง ได้ร่วมกันเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง “สองคนสองคม” โดยแอนดริวรับหน้าที่เป็นผู้กำกับหนังเรื่องนี้เองด้วย ผลคือ ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จทั้งทางรายได้และทางสายวิจารณ์ ภาพยนตร์ได้รับการเสนอเข้าชิงและชนะเลิศในหลายเวที ทั้งจากเวทีตุ๊กตาทองฮ่องกงและโกลเด้น ฮอร์ส อวอร์ดส ภาพยนตร์เรื่อง Infernal Affair (สองคนสองคม) ได้ถูกนำไปสร้างใหม่โดยฮอลลีวูดโดยผู้กำกับอย่าง มาร์ติน สกอร์เซซี
เกี่ยวกับผู้แสดง
โจว เหวินฟะ รับบท เคน
ในเรื่อง From Vegas to Macau เขาได้รับบทเป็นชายที่โด่งดังในการเล่นไพ่และการพนัน เขาได้รับให้ไปเป็นหัวหน้าที่ปรึกษาเรื่องการวางSystemการรักษาความปลอดภัยให้กับคาสิโนในลาสเวกัส เขามีฉายานามว่า “มือตัดเซียน” หรือบางคนอาจจะเรียกเขาว่า “มือเทวดา” เคนเป็นคนที่มีเสน่ห์ เท่ และดูดี แม้จะอยู่ในช่วงสูงวัยและก็ตาม
เขาเป็นดาราฮ่องกงที่โด่งดังไปทั่วโลก ในช่วงยุคทองแวดวงโทรทัศน์ฮ่องกงในช่วงปี 1970 เขาได้ร่วมแสดงในละครหลายเรื่อง เขาเริ่มไปสู่แวดวงภาพยนตร์ในช่วงปี 1980 เขาได้รับรางวัลผู้แสดงยอดเยี่ยมเป็นนัดแรกในเรื่อ”โหด เลว ดี” ( A Better Tomorrow) และเรื่อง “อาหลาง” (All about Ah-Long) และภาพยนตร์อย่าง “คนตัดคน” (God of Gamblers) ในบท “เกาจิ้ง” ก็ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ในตัวของเขา ในปี 1998 เป็นต้นมาเขาเริ่มไปสู่แวดวงภาพยนตร์ฮอลลีวูดในเรื่อง The Replacement Killer และในปี 2000 เขาได้ร่วมแสดงในหนังของผู้กำกับชื่อดัง “อังลี่” ในภาพยนตร์เรื่อง Crouching Tiger, Hidden Dragon ซึ่งได้รับรางวัลตุ๊กตาทองในสาขาภาพยนตร์ต่างชาติยอดเยี่ยม ทำให้เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
เซี๊ยะถิงฟง รับบท คูล
ในเรื่อง From Vegas to Macau เขารับบทเป็น คูล ชายชายหนุ่มที่มีความอัจฉริยะในด้านการแฮคคอมพิวเตอร์ เขาเป็นสุขุมและสุภาพ คูลต้องการที่จะเป็นลูกศิษย์ของเคน เขาต้องการได้กลเม็ดในการเล่นไพ่และวิธีการเหนือชั้นต่างๆจากเคน แต่การที่จะได้มาเป็นลูกศิษย์เคนนั้น เขาจำต้องผ่านบททดสอบอย่างอย่างมากและเขาก็ไม่ผ่านมันในทุกครั้งแต่โชคยังดีที่เสน่ห์ของเขาทำให้บุตรสาวของเคนหลงรัก คุณจึงช่วยเขาและทำให้เขาผ่านบททดสอบนี้ไปได้ในที่สุด
เขาเป็นดาราที่โด่งดังในฮ่องกง เขาเริ่มอาชีพการแสดงตั้งแต่อายุ 16 ปี เขาชื่นชอบเพลงร็อคและใฝ่ฝันจะได้เป็นนักแต่งและนักร้องเพลงร็อค เขาแสดงในภาพยนตร์แอคชั่นและภาพยนตร์แนวสืบสวนสืบสวนหลายต่อหลายเรื่อง สิ่งที่ทำให้เขาน่ายกย่องก็คือเขาชอบยอมเสี่ยงตายรับบทฉากแอคชั่นเสียเองทั้งหมด โดยที่เขาเอ่ยปากว่าเขาจะไม่ใช้สตั้นท์แมนเลย
ผลงานเรื่องแรกของเขาคือ “กำเนิด กู๋ หว่าไจ๋” (Young and Dangerous: The Prequel) ในปี 1998 ทำให้เขาได้รับรางวัลผู้แสดงคนใหม่ยอดเยี่ยมในฮ่องกงฟิล์ม อวอร์ดส์ หลังจากนั้นเขาก็ได้รับรางวัล