“ชุนเอ๋อร์” เด็กชายหนุ่มยากจนที่อาศัยอยู่ในจิงไห่ (ปัจจุบันเป็นตำบลหนึ่งในเทศบาลนครเทียนจิน) ตัดสินใจใช้มีดสั้นตอนตัวเองเพื่อให้จะได้เข้าวังเป็นขันทีหวังนำเงินมารักษาแม่บุญธรรมที่กำลังป่วยหนัก เมื่อแม่หมอผมขาวประจำตำบลมาพบเข้าจึงช่วยรักษาพยาบาลและทำนายดวงชะตาให้ โดยบอกว่าชะตาชีวิตของชุนเอ๋อร์อยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มดาวเหม่าซิ่ว* ในภายภาคหน้าขุมทรัพย์ทั้งหมดของราชวงศ์ชิงจะตกอยู่ในกำมือของเขา

* กลุ่มดาวเหม่าซิ่ว คือ กลุ่มดาวลูกไก่  โหราศาสตร์ไทยเรียกว่า “กลุ่มดาวฤกษ์กฤติกา” หรือ “กลุ่มดาวฤกษ์รูปไก่” มีคุณสมบัติวิเศษยิ่งกว่ากลุ่มดาวฤกษ์อื่นเพราะเป็นเจ้าของ “ภพกะดุมภะของโลก” คือเป็นเจ้าของขุมทรัพยากรทั้งปวงบนพื้นพิภพ – ที่มา คมชัดลึก

หลายปีต่อมา พระนางซูสีไทเฮาและพระราชาธิราชกวังซวี่ทรงจัดงานเลี้ยงให้จอหงวน* คนใหม่ และคนๆ นั้นก็คือ “เหลียงเหวินซิ่ว” หลังถวายสุราให้ฮ่องเต้และ “หยางสี่เจิน” (พระอาจารย์ของฮ่องเต้) แล้ว เหวินซิ่วจะถวายสุราจอกสุดท้ายให้พระนางซูสีไทเฮา แต่พระนางกลับมอบสุราจอกนั้นให้แก่เหวินซิ่วในฐานะที่เขาเป็นจอหงวนอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ต้าชิง ซึ่งนับเป็นนิมิตหมายอันดีของบ้านเมือง หลังจากนั้น ชุนเอ๋อร์ก็ออกมาแสดงงิ้ว (งิ้วปักกิ่ง) หน้าพระที่นั่ง เมื่อได้เห็นชุนเอ๋อร์ร่ายรำด้วยท่วงท่าที่งดงามและโดดเด่น เหวินซิ่วก็ถึงกับน้ำตาไหลเพราะรู้สึกภาคภูมิใจที่ทั้งชุนเอ๋อร์และตนต่างก็ดิ้นรนจนประสบความสำเร็จ

* จอหงวน คือ คำที่ใช้เรียกคนที่เข้าสอบขุนนาง ‘รอบสุดท้าย’ ได้ที่หนึ่ง

เกร็ดความรู้

การสอบเข้ารับราชการของจีนเรียกว่า “เคอจวี่” ประกอบด้วยการสอบทั้งหมดสามรอบ รอบที่หนึ่ง เป็นการสอบคัดเลือกระดับท้องถิ่น คนที่สอบผ่านรอบนี้จะได้คุณวุฒิ “ซิ่วไฉ” ดังนั้นการสอบรอบนี้จึงเรียกอีกอย่างว่า “การสอบซิ่วไฉ” รอบที่สอง เป็นการสอบคัดเลือกระดับภูมิภาค (มณฑล) ผู้มีสิทธิเข้าสอบระดับนี้ต้องได้คุณวุฒิซิ่วไฉก่อน ผู้สอบผ่านขั้นนี้จะได้คุณวุฒิ “จวี่เหริน”  การสอบรอบนี้จึงเรียกอีกอย่างว่า “การสอบจวี่เหริน” รอบที่สาม เป็นการสอบรอบสุดท้าย ผู้สอบผ่านรอบนี้จะได้รับการขึ้นบัญชีเพื่อให้รอการเรียกบรรจุเข้ารับราชการ และได้คุณวุฒิที่เรียกว่า “จิ้นซื่อ” การสอบรอบนี้จึงเรียกอีกอย่างว่า “การสอบจิ้นซื่อ” ซึ่งจะจัดขึ้นทุกๆ 3 ปี สำหรับคนที่สอบรอบสุดท้ายได้ชั้นหนึ่งจะได้ตำแหน่ง “จ้วงหยวน”  หรือ “จอหงวน” ส่วนชั้นสอง จะได้ตำแหน่ง “ปั๋งเหยี่ยน”  และชั้นสามจะได้ตำแหน่ง “ทั่นฮวา”  – ข้อมูลจาก เฟสบุ๊คประวัติศาสตร์ตามTimeline   / ภาพจาก วิกิพีเดีย

เหวินซิ่วนึกถึงตอนที่พึ่งจะเดินทางมาถึงปักกิ่งพร้อมกับชุนเอ๋อร์และหลิงเอ๋อร์ พลางครุ่นคิดว่า ในตอนนั้นความเจริญก้าวหน้าของกรุงปักกิ่งทำให้เด็กบ้านนอกอย่างตนถึงกับตกตะลึง ต่อมาถึงได้รู้ว่าชะตาชีวิตมนุษย์เรานั้นน่าตกตะลึงยิ่งกว่า… พอนั่งม้าลากเกวียนผ่านพระราชวังต้องห้ามเป็นนัดแรก เหวินซิ่วถึงกับอ้าปากค้างเพราะตกตะลึงในความยิ่งใหญ่อลังการ นึกถึงช่วงเวลานั้นแล้วเหวินซิ่วก็รู้สึกผิดที่เคยบอกชุนเอ๋อร์ด้วยความโง่เขลาว่าฮ่องเต้คือผู้ยิ่งใหญ่และมีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน เขาเองก็คาดไม่ถึงว่าชีวิตของตนกับชุนเอ๋อร์จะเกี่ยวพันกับไทเฮาและฮ่องเต้ ตลอดจนชะตาของบ้านเมือง (จากนี้ไปจะใช้คำว่า “ไทเฮา” แทนพระนางซูสีไทเฮา และใช้คำว่า “ฮ่องเต้” แทนพระราชาธิราชกวังซวี่)